Chemical และ Non-Residual Chemical Water Treatment ต่างกันอย่างไร?
ระบบบำบัดน้ำ Condenser สามารถเลือกใช้ได้หลายวิธี ขึ้นอยู่กับปัญหาที่ต้องควบคุม คุณภาพน้ำ และลักษณะการใช้งานของระบบ หากพิจารณาในด้านการใช้สารเคมีและสารตกค้างจากการบำบัด สามารถแบ่งแนวทางบำบัดน้ำหล่อเย็นออกเป็น Chemical Water Treatment และ Non-Residual Chemical Water Treatment ดังนี้
Chemical Water Treatment
การใช้สารเคมีเพื่อควบคุมปัญหาที่เกิดขึ้นในระบบน้ำ เช่น Scale Inhibitor สำหรับควบคุมการเกิดตะกรัน Corrosion Inhibitor สำหรับลดการกัดกร่อน และ Biocide สำหรับควบคุมจุลินทรีย์ สามารถปรับชนิดและปริมาณสารเคมีตามคุณภาพน้ำและสภาพการเดินระบบ แต่ต้องมีการตรวจวัด ควบคุมการเติมสารเคมี รวมถึงจัดเก็บและใช้งานอย่างเหมาะสม
Non-Residual Chemical Water Treatment
Non-Residual Chemical Water Treatment เป็นแนวทางบำบัดน้ำที่มุ่งลดปัญหาสารเคมีตกค้างจากกระบวนการบำบัด แต่เทคโนโลยีที่ไม่ต้องเติมสารเคมีแต่ละประเภทมีความสามารถแตกต่างกัน โดยระบบที่ใช้สนามแม่เหล็กหรือสนามไฟฟ้าเน้นการจัดการด้านตะกรัน แต่ไม่ได้ทำหน้าที่ควบคุมจุลินทรีย์และ Biofilm โดยตรง จึงอาจยังต้องใช้วิธีควบคุมจุลินทรีย์ร่วมด้วย
สำหรับระบบของ ECONOWATT ใช้ Ozone Water Treatment สำหรับควบคุมจุลินทรีย์และ Biofilm ร่วมกับ Electro Hardness Removal (EHR) ซึ่งใช้กระบวนการ Electrolysis ดึง Calcium และ Magnesium ออกจากน้ำโดยไม่เติมสารเคมีสำหรับลดความกระด้าง เพื่อให้สามารถจัดการทั้งด้านจุลินทรีย์และเพิ่มรอบการใช้น้ำภายในระบบ Condenser

5 เทคโนโลยีระบบบำบัดน้ำ Condenser มีอะไรบ้าง?
เทคโนโลยีที่นำมาใช้กับระบบบำบัดน้ำ Condenser มีหลักการและขอบเขตการทำงานแตกต่างกัน โดยเฉพาะความสามารถในการควบคุมตะกรัน จุลินทรีย์ และ Biofilm การทำความเข้าใจข้อแตกต่างเหล่านี้จะช่วยให้เห็นว่าเหตุใดบางระบบจึงต้องใช้มากกว่าหนึ่งเทคโนโลยีร่วมกัน
1. Chemical Water Treatment
ระบบสารเคมีแบบ เช่น Scale Inhibitor, Corrosion Inhibitor และ Biocide ที่ใช้เคมีเพื่อควบคุมตะกรัน การกัดกร่อน และจุลินทรีย์ โดยสามารถปรับการใช้สารเคมีให้เหมาะกับคุณภาพน้ำได้ แต่ต้องมีการตรวจสอบปริมาณสารเคมี การจัดเก็บ และการดูแลระบบอย่างสม่ำเสมอ
2. Physical / Ball Cleaning Water Treatment
วิธีที่ใช้หลักการทางกายภาพ เช่น ลูกบอลยางขัดถูท่อ เพื่อช่วยควบคุมการก่อตัวหรือการเกาะของตะกรัน เพื่อควบคุมจุลินทรีย์และ Biofilm ในการใช้งานจึงยังพบเชื้อหรือเมือกสะสมในระบบ และต้องใช้วิธีควบคุมจุลินทรีย์ร่วมด้วย
3. Electromagnetic Water Treatment
การใช้สนามแม่เหล็กหรือสนามไฟฟ้าในการควบคุมพฤติกรรมของแร่ธาตุและการเกิดตะกรัน โดยต้องเติมสารเคมีอย่างต่อเนื่อง เพราะการควบคุมด้านตะกรันเพียงอย่างเดียวไม่ได้ครอบคลุมปัญหาจุลินทรีย์และ Biofilm ซึ่งสามารถสะสมบนพื้นผิวแลกเปลี่ยนความร้อนและมีผลต่อ Condenser Approach Temperature
4. Electrochemical Water Treatment
เทคโนโลยีที่ใช้กระบวนการทางเคมีไฟฟ้าในการปล่อยประจุเพื่อผลิตสารฆ่าเชื้อในน้ำ โดยระบบแต่ละประเภทมีหลักการและผลต่อคุณภาพน้ำแตกต่างกัน ซึ่งปัญหาของระบบนี้คือการมีแร่ธาตุตกค้างเป็น Residual Chemical ค่อนข้างมาก และจำเป็นต้องควบคุมคุณภาพน้ำเติมและน้ำใน Cooling Tower ให้เหมาะกับสภาวะการผลิตสารเคมีตลอดเวลา ซึ่งหากไม่สามารถควบคุมคุณภาพน้ำใน Cooling Tower ได้ ก็จำเป็นต้องเติมสารเคมีเข้าไปช่วยเพื่อปรับสภาพน้ำ
5. Ozone Water Treatment
ระบบบำบัดน้ำไม่ใช้สารเคมีด้วยโอโซนที่มีคุณสมบัติในการออกซิไดซ์เพื่อควบคุมจุลินทรีย์ ตะไคร่ และ Biofilm ในน้ำ จึงเหมาะกับระบบ Cooling Tower และ Condenser ที่ไม่ต้องการให้มีสารเคมีตกค้างอยู่ในน้ำ แต่ยังคงควบคุมไม่ให้เกิดจุลินทรีย์ไว้ได้ โดยเฉพาะการควบคุม Legionella ใน Cooling Tower ซึ่งเป็นหนึ่งในปัญหาที่ต้องเฝ้าระวังในระบบน้ำหล่อเย็น
จุดที่แตกต่างจากเทคโนโลยีสนามแม่เหล็กหรือสนามไฟฟ้าอย่างชัดเจนคือ Ozone Water Treatment สามารถป้องกันตะกรันที่เกิดจากการควบคุมจุลินทรีย์และ Biofilm ได้โดยตรง จึงช่วยลดการเกิดเมือกและการสะสมของ Biofilm บนพื้นผิวแลกเปลี่ยนความร้อน ซึ่งเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการรักษา Condenser Approach Temperature ของระบบ
สำหรับระบบ Ozone Water System ของ ECONOWATT ใช้เทคโนโลยี Corona Discharge ในการผลิตโอโซน และใช้ Dynamic Mixing Pump สำหรับผสมโอโซนลงในน้ำ พร้อมระบบ PLC และ Real-Time Monitoring สำหรับติดตามสถานะการทำงานของระบบ
โดยเทคโนโลยีนี้ได้รับการออกแบบมาให้ทำงานร่วมกับระบบ Electro Hardness Removal (EHR) ของ Econowatt ซึ่งอาศัยกระบวนการ Electrolysis ในการดูดแร่ธาตุแคลเซียมและแมกนีเซียมเพื่อลดความกระด้างของน้ำโดยไม่พึ่งพาสารเคมี ส่งผลให้สามารถเพิ่มรอบการหมุนเวียนน้ำ (COC) และควบคุมปริมาณการทิ้งน้ำ (Bleed Off) ให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดได้

ตารางเปรียบเทียบเทคโนโลยีบำบัดน้ำ Condenser
เทคโนโลยีแต่ละแบบมีจุดเด่นและข้อจำกัดต่างกัน การเลือกระบบบำบัดน้ำ Condenser จึงควรพิจารณาจากปัญหาที่เกิดขึ้นจริง ทั้งตะกรัน การกัดกร่อน จุลินทรีย์ รวมถึงรูปแบบการดูแลระบบและการใช้สารเคมี โดยสามารถเปรียบเทียบเบื้องต้นได้ดังนี้
| เทคโนโลยี | การควบคุมตะกรัน | การควบคุมจุลินทรีย์ / Biofilm | สารเคมีตกค้างจากการบำบัด | ข้อควรพิจารณา |
| Chemical Treatment | ควบคุมด้วยสารยับยั้งตะกรัน | ควบคุมด้วย Biocide | มี | ต้องควบคุมการเติม จัดเก็บ และตรวจสอบสารเคมี |
| Physical / Ball Cleaning | ช่วยควบคุมการก่อตัวหรือการเกาะของตะกรัน | ไม่ได้ควบคุมโดยตรง | ไม่มีจากกระบวนการ | ต้องพิจารณาวิธีควบคุมจุลินทรีย์และ Biofilm ร่วมด้วย |
| Electromagnetic Treatment | ช่วยควบคุมการเกิดหรือสะสมของตะกรัน | ไม่ได้ควบคุมโดยตรง | ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยี | ต้องพิจารณาความสามารถในการควบคุม Biofilm ร่วมด้วย |
| Electrochemical Treatment | ฆ่าเชื้อป้องกันตะกรัน | ใช้ประจุเงินและทองแดงควบคุมจุลินทรีย์ร่วมกับสารเคมี | มี | ต้องมีควบคุมคุณภาพน้ำเติมและน้ำใน CT อย่างใกล้ชิด |
| Ozone + EHR | Ozone ป้องกันการเกิดตะกรัน EHR ดึงประจุ Calcium และ Magnesium เพื่อลดการทิ้งน้ำ | Ozone ควบคุมจุลินทรีย์และ Biofilm | ออกแบบเป็น Non-Residual Chemical System | ต้องออกแบบ Ozone และ EHR ให้เหมาะกับระบบ |
จากตารางเปรียบเทียบ จะเห็นว่าการไม่ใช้สารเคมีไม่ได้หมายความว่าเทคโนโลยีนั้นจะสามารถจัดการปัญหาของ Condenser Water ได้ครบทั้งหมด โดยเฉพาะเทคโนโลยีที่เน้นควบคุมตะกรัน แต่ไม่ได้ควบคุมจุลินทรีย์และ Biofilm จึงอาจยังต้องใช้ระบบอื่นร่วมด้วย
ซึ่งเมื่อพิจารณาเทคโนโลยีที่สามารถควบคุมจุลินทรีย์ และ Biofilm ในตารางจะพบอยู่ 3 วิธี คือ การใช้สารเคมี การผลิตสารฆ่าเชื้อด้วยไฟฟ้าร่วมกับสารเคมี และการใช้โอโซนเพียงอย่างเดียวเท่านั้น โดยจำเป็นที่จะต้องพิจารณาการตกค้างของสารเคมีในน้ำและการกำจัดสารปนเปื้อนควบคู่กันไปด้วย

เลือกใช้ระบบบำบัดน้ำ Condenser ต้องพิจารณาอะไรบ้าง?
นอกจากการพิจารณาว่าเป็น Chemical หรือ Non-Residual Chemical Water Treatment การเลือกเทคโนโลยีในระบบบำบัดน้ำ Condenser ยังต้องพิจารณาปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพน้ำ ประสิทธิภาพการระบายความร้อน และการดูแลระบบในระยะยาว ดังนี้
- คุณภาพน้ำที่ใช้ในระบบ เช่น ความกระด้าง ค่าการนำไฟฟ้า และปริมาณแร่ธาตุ ซึ่งมีผลต่อการเกิดตะกรันและการเลือกวิธีบำบัด
- ปัญหาหลักที่ต้องการแก้ไข ไม่ว่าจะเป็นตะกรัน การกัดกร่อน จุลินทรีย์ หรือ Biofilm ควรเลือกเทคโนโลยีที่สามารถควบคุมปัญหาได้อย่างครอบคลุม
- ขนาดและรูปแบบการเดินระบบ ปริมาณน้ำหมุนเวียน ภาระการทำความเย็น และช่วงเวลาการใช้งานมีผลต่อการออกแบบและกำหนดขนาดอุปกรณ์บำบัดน้ำ
- สารเคมีตกค้างและการจัดการน้ำทิ้ง พิจารณาสารตกค้างจากกระบวนการบำบัด รวมถึงคุณภาพน้ำ Bleed Off และความจำเป็นในการบำบัดก่อนระบายทิ้ง
- การรักษา Condenser Approach Temperature พิจารณาความสามารถในการควบคุมตะกรันและ Biofilm ที่อาจสะสมบนพื้นผิวแลกเปลี่ยนความร้อน เพื่อรักษาประสิทธิภาพการทำงานของ Condenser
- การดูแลและบำรุงรักษา พิจารณาความพร้อมในการตรวจวัด เติมสารเคมี ทำความสะอาด และดูแลอุปกรณ์ของแต่ละเทคโนโลยี
- ต้นทุนตลอดอายุการใช้งาน ประเมินทั้งค่าติดตั้ง สารเคมี น้ำ พลังงาน การบำรุงรักษา และค่าใช้จ่ายในการเดินระบบร่วมกัน
การประเมินปัจจัยเหล่านี้จะช่วยให้เลือกระบบบำบัดน้ำ Condenser ที่เหมาะกับสภาพการใช้งานจริง พร้อมควบคุมปัญหาคุณภาพน้ำและรักษาประสิทธิภาพการทำงานของระบบได้อย่างต่อเนื่อง
ระบบบำบัดน้ำ Condenser ที่เหมาะสม ต้องจัดการได้ทั้งตะกรันและ Biofilm
การเลือกระบบบำบัดน้ำ Condenser ไม่ควรพิจารณาเพียงว่าใช้หรือไม่ใช้สารเคมี แต่ต้องดูว่าเทคโนโลยีนั้นสามารถจัดการปัญหาที่เกิดขึ้นในระบบได้ครอบคลุมเพียงใด เพราะการควบคุมตะกรันโดยไม่จัดการจุลินทรีย์และ Biofilm อาจยังทำให้เกิดการสะสมบนพื้นผิวแลกเปลี่ยนความร้อนและส่งผลต่อ Condenser Approach Temperature
สำหรับอาคารหรือโรงงานที่ต้องการลดการพึ่งพาสารเคมีตกค้างในระบบ ECONOWATT มีระบบ Non-Residual Chemical Water Treatment ที่ใช้ Ozone Water Treatment สำหรับควบคุมจุลินทรีย์และ Biofilm ร่วมกับ EHR สำหรับลด Calcium และ Magnesium โดยระบบสามารถทำงานร่วมกับ PLC และ Real-Time Monitoring เพื่อให้ติดตามการทำงานและคุณภาพน้ำได้อย่างต่อเนื่อง
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
- Line: @econowatt
- Facebook: ไทยเอ็นเนอร์ยี่คอนเซอร์เวชั่น ระบบบำบัดน้ำอนุรักษ์พลังงาน Econowatt
- Tel: 02-809-1601
- Email: sales@econowatt.co.th
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับระบบบำบัดน้ำ Condenser (FAQ)
Q: ระบบที่ใช้ Chemical Water Treatment อยู่ สามารถเปลี่ยนมาใช้ Non-Residual Chemical ได้เลยหรือไม่?
A: ควรประเมินคุณภาพน้ำ สภาพ Cooling Tower และ Condenser รวมถึงปัญหาตะกรัน จุลินทรีย์และ Biofilm ก่อน เพราะการเปลี่ยนเป็น Non-Residual Chemical Water Treatment ต้องออกแบบให้สามารถจัดการปัญหาหลักของระบบได้ครบ ไม่ใช่เพียงหยุดใช้สารเคมีเดิม
Q: ระบบ Cooling Tower เดิมสามารถติดตั้ง Ozone Water Treatment เพิ่มได้หรือไม่?
A: สามารถนำ Ozone Water Treatment มาประยุกต์ใช้กับระบบเดิมได้ แต่ต้องประเมินปริมาณน้ำหมุนเวียน คุณภาพน้ำ สภาพ Cooling Tower และระบบควบคุมเดิม เพื่อออกแบบกำลังการผลิตและการจ่ายโอโซนให้เหมาะกับการใช้งาน
Q: Ozone Water Treatment ช่วยควบคุม Legionella ใน Cooling Tower ได้หรือไม่?
A: Ozone มีคุณสมบัติเป็นสารออกซิไดซ์และสามารถนำมาใช้ควบคุมจุลินทรีย์ รวมถึง Legionella ใน Cooling Tower ได้ อย่างไรก็ตาม การควบคุมความเสี่ยงจาก Legionella ควรทำร่วมกับการดูแลความสะอาด ควบคุม Biofilm ตะกอน และคุณภาพน้ำอย่างเหมาะสม
Q: Ozone Water Treatment ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของระบบ Condenser ได้อย่างไร?
A: Ozone Water Treatment ช่วยควบคุมจุลินทรีย์และ Biofilm ที่อาจสะสมบนพื้นผิวแลกเปลี่ยนความร้อน ขณะที่ EHR ช่วยดึงประจุ Calcium และ Magnesium ซึ่งเป็นองค์ประกอบของความกระด้าง การใช้ทั้งสองระบบร่วมกันจึงช่วยควบคุมปัจจัยที่ทำให้พื้นผิว Condenser สกปรกและสนับสนุนการรักษา Condenser Approach Temperature ให้อยู่ในช่วงที่เหมาะสม
