Case Study นี้ครอบคลุมโรงพยาบาลและผลตรวจมากน้อยแค่ไหน?

ข้อมูลที่นำมาวิเคราะห์ไม่ได้มาจากโรงพยาบาลเพียงแห่งเดียวหรือการตรวจเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ แต่รวบรวมจากโรงพยาบาล 10 แห่ง ใน 8 จังหวัด ครอบคลุมทั้ง 4 ภาคของประเทศไทย ประกอบด้วยโรงพยาบาลเอกชน 5 แห่ง โรงพยาบาลรัฐ 3 แห่ง และโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยรัฐ 2 แห่ง

ประเภทโรงพยาบาลจำนวนแห่งจำนวนรายงานผลตรวจ Legionella
โรงพยาบาลเอกชน520ไม่พบเชื้อ 20/20 ฉบับ
โรงพยาบาลรัฐ321ไม่พบเชื้อ 21/21 ฉบับ
โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยรัฐ23ไม่พบเชื้อ 3/3 ฉบับ
รวม1044ไม่พบเชื้อ 44/44 ฉบับ

ผลตรวจทั้งหมดมาจาก ALS Laboratory Group (Thailand) ซึ่งได้รับการรับรองความสามารถห้องปฏิบัติการทดสอบตามมาตรฐาน ISO/IEC 17025 โดยการตรวจ Legionella spp. ใช้วิธี ISO 11731 (2017)

สิ่งที่น่าสนใจจึงไม่ใช่เพียงจำนวนผลตรวจ แต่เป็นความต่อเนื่องของข้อมูล เพราะรายงานทั้ง 44 ฉบับครอบคลุมตั้งแต่วันที่ 5 พฤศจิกายน 2561 ถึง 9 กรกฎาคม 2569 และไม่พบเชื้อ Legionella ในตัวอย่างที่ส่งตรวจตลอดช่วงเวลาดังกล่าว

อ่านบทความที่น่าสนใจ: กรณีศึกษาระบบโอโซนสำหรับเครื่องทำน้ำเย็นในโรงพยาบาล

อันตรายจาก เชื้อ legionella

ทำไม Legionella ใน Cooling Tower จึงเป็นความเสี่ยงสำคัญของโรงพยาบาล?

เชื้อ Legionella โดยเฉพาะ Legionella pneumophila สามารถก่อโรคลีเจียนแนร์ (Legionnaires’ disease) ซึ่งเป็นโรคติดเชื้อเฉียบพลันของระบบทางเดินหายใจส่วนล่าง การรับเชื้อเกิดจากการหายใจเอาละอองน้ำที่มีเชื้อปนเปื้อนเข้าสู่ร่างกาย และหอผึ่งเย็นเป็นหนึ่งในแหล่งที่ต้องเฝ้าระวังการแพร่กระจายเชื้อ

สำหรับโรงพยาบาล ความเสี่ยงยิ่งต้องได้รับการควบคุม เนื่องจากมีผู้สูงอายุ ผู้มีภูมิคุ้มกันต่ำ ผู้ป่วยมะเร็ง โรคปอด เบาหวาน รวมถึงผู้ป่วยที่อยู่ระหว่างการปลูกถ่ายอวัยวะ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงอยู่ภายในอาคาร

นอกจากนี้ Cooling Tower ของโรงพยาบาลยังอาจเดินระบบตลอด 24 ชั่วโมง และมีอาคารผู้ป่วยหรือช่องรับอากาศอยู่ในบริเวณใกล้เคียง การควบคุมคุณภาพน้ำในระบบน้ำหล่อเย็นจึงไม่ได้เกี่ยวข้องเฉพาะกับการดูแลอุปกรณ์ แต่ยังเชื่อมโยงกับการควบคุมความเสี่ยงด้านสุขอนามัยภายในโรงพยาบาลด้วย

ตรวจพบเชื้อ Legionella แล้ว โรงพยาบาลต้องจัดการอย่างไร?

ประกาศกรมอนามัย เรื่องข้อปฏิบัติการควบคุมเชื้อลีจิโอเนลลาในหอผึ่งเย็นของอาคารในประเทศไทย พ.ศ. 2544 กำหนดแนวทางดำเนินการตามปริมาณเชื้อที่ตรวจพบ ดังนี้

ปริมาณเชื้อที่ตรวจพบความหมายแนวทางดำเนินการ
ไม่พบเชื้อสถานะที่ต้องการดูแลและตรวจติดตามตามแผนอย่างต่อเนื่อง
น้อยกว่า 100,000 CFU/Lการบำรุงรักษาอย่างเดียวไม่เพียงพอปรับแผนบำรุงรักษา ตรวจสอบ เฝ้าระวัง และติดตามผลใหม่
100,000–1,000,000 CFU/Lอยู่ในสภาวะที่อาจเกิดอันตรายประเมินวิธีบำรุงรักษาและกระบวนการทำลายเชื้อใหม่
ตั้งแต่ 1,000,000 CFU/L ขึ้นไปอยู่ในสภาวะอันตรายร้ายแรงปิดระบบทันที เพื่อกำจัดสิ่งปนเปื้อน ทำความสะอาด และทำลายเชื้อ

มาตรการตามประกาศต้องดำเนินการภายใน 24 ชั่วโมงหลังได้รับรายงานผล และหากตรวจซ้ำแล้วยังพบเชื้อ ต้องดำเนินการแก้ไขต่อจนกว่าหอผึ่งเย็นจะปราศจากการปนเปื้อน จึงเห็นได้ว่า สำหรับฝ่ายวิศวกรรมอาคารของโรงพยาบาล เป้าหมายไม่ได้อยู่เพียงการทำให้จำนวนเชื้อลดลง แต่ต้องรักษาระบบและติดตามผลอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ผลตรวจอยู่ในสถานะที่ต้องการ

ข้อจำกัดที่พบเมื่อควบคุมเชื้อด้วยสารเคมีเพียงอย่างเดียว

จากการเข้าสำรวจหอผึ่งเย็นของโรงพยาบาลหลายแห่ง ทีมวิศวกร ECONOWATT พบว่าบางระบบที่ใช้สารเคมีเพียงอย่างเดียวยังคงมีผลตรวจพบ Legionella กลับมาเป็นระยะ แม้จะเติมสารตามรอบที่กำหนดไว้ โดยข้อมูลในเอกสารกรณีศึกษาระบุปัจจัยสำคัญหลายด้าน

  • Biofilm เป็นแหล่งหลบซ่อนของเชื้อ: ชั้นเมือกที่เกาะตามพื้นผิวภายใน Cooling Tower และท่อสามารถเป็นสภาพแวดล้อมให้จุลินทรีย์อาศัยอยู่ และทำให้การควบคุมด้วยสารฆ่าเชื้อทำได้ยากขึ้น
  • Legionella สามารถอาศัยอยู่ภายในอะมีบา: งานวิจัยที่อ้างอิงในเอกสารพบว่าอะมีบาจาก Cooling Tower สามารถปรับตัวต่อสารชีวฆ่าได้
  • ประสิทธิภาพของคลอรีนสัมพันธ์กับค่า pH: เมื่อค่า pH สูงขึ้น สัดส่วนของกรดไฮโปคลอรัส (HOCl) ซึ่งเป็นรูปแบบที่มีประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อจะลดลง
  • ความเข้มข้นของสารเปลี่ยนแปลงตามรอบการเติม: หลังเติมสาร ระดับความเข้มข้นจะค่อย ๆ ลดลง รวมถึงถูกพาออกไปพร้อมกับการระบายน้ำทิ้ง
  • เพิ่มภาระในการจัดการสารเคมี: โรงพยาบาลต้องมีการจัดเก็บ ขนย้าย และควบคุมการสัมผัสสารเคมีเข้มข้นของผู้ปฏิบัติงาน

โจทย์จึงไม่ใช่เพียงการเลือกสารฆ่าเชื้อที่แรงขึ้น แต่เป็นการควบคุมสภาพแวดล้อมในระบบน้ำหล่อเย็นที่เอื้อต่อการสะสมและกลับมาเพิ่มจำนวนของเชื้อด้วย

ECONOWATT ใช้ Ozone Water Treatment ควบคุมเชื้อ Legionella อย่างไร?

ระบบ Ozone Water Treatment ผลิตโอโซน (O₃) ขึ้น ณ จุดติดตั้งและนำไปผสมกับน้ำที่หมุนเวียนอยู่ในระบบน้ำหล่อเย็น โอโซนจะทำปฏิกิริยา Oxidation กับจุลินทรีย์ ตะไคร่ และสารอินทรีย์ ก่อนสลายตัวกลับเป็นออกซิเจน

จุดที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการควบคุม Legionella คือการจัดการทั้งจุลินทรีย์และ Biofilm ซึ่งเป็นแหล่งที่เชื้อสามารถอาศัยอยู่ภายในระบบ นอกจากนี้ ระบบยังผลิตโอโซน ณ จุดใช้งาน จึงไม่จำเป็นต้องสั่งซื้อและจัดเก็บสารฆ่าเชื้อสำหรับส่วนที่โอโซนเข้ามาทดแทน และสามารถจ่ายโอโซนไปพร้อมกับการหมุนเวียนของน้ำได้อย่างต่อเนื่อง

ในด้านการทำงานของระบบ Chiller การลด Biofilm และคราบบนพื้นผิวแลกเปลี่ยนความร้อนยังอาจช่วยรักษาประสิทธิภาพการถ่ายเทความร้อน โดยกรณีศึกษาของ ECONOWATT ในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งพบว่า Condenser Approach ของเครื่องทำน้ำเย็น 2 เครื่องลดลง 43% และ 58% โดยไม่ต้องชักแปรงล้างท่อ Condenser

ระบบ ozone water treatment จาก econowatt

ผลตรวจ Legionella จาก 10 โรงพยาบาล ตลอดเกือบ 8 ปี

เมื่อพิจารณารายโรงพยาบาล จะเห็นว่าข้อมูลไม่ได้กระจุกอยู่ที่พื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง แต่ครอบคลุมโรงพยาบาลในกรุงเทพมหานคร นครสวรรค์ พิษณุโลก นครศรีธรรมราช อุดรธานี สมุทรสาคร สงขลา และนครราชสีมา

โรงพยาบาลจังหวัดจำนวนรายงานช่วงเวลาเก็บตัวอย่างผลตรวจ
โรงพยาบาลเอกชน 1นครสวรรค์6ม.ค. 2562–ม.ค. 2569ไม่พบเชื้อทุกครั้ง
โรงพยาบาลเอกชน 2กรุงเทพมหานคร4ต.ค. 2562–มิ.ย. 2567ไม่พบเชื้อทุกครั้ง
โรงพยาบาลเอกชน 3พิษณุโลก4มี.ค. 2563–ธ.ค. 2566ไม่พบเชื้อทุกครั้ง
โรงพยาบาลเอกชน 4นครศรีธรรมราช4ม.ค. 2563–ก.ค. 2569ไม่พบเชื้อทุกครั้ง
โรงพยาบาลเอกชน 5กรุงเทพมหานคร2พ.ย. 2566–พ.ย. 2567ไม่พบเชื้อทุกครั้ง
โรงพยาบาลรัฐ 1อุดรธานี14ธ.ค. 2562–พ.ค. 2569ไม่พบเชื้อทุกครั้ง
โรงพยาบาลรัฐ 2สมุทรสาคร5พ.ย. 2561–พ.ค. 2567ไม่พบเชื้อทุกครั้ง
โรงพยาบาลรัฐ 3สงขลา2ธ.ค. 2563–ม.ค. 2568ไม่พบเชื้อทุกครั้ง
โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยรัฐ 1กรุงเทพมหานคร2ส.ค. 2565–มี.ค. 2566ไม่พบเชื้อทุกครั้ง
โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยรัฐ 2นครราชสีมา1ต.ค. 2566ไม่พบเชื้อ
รวม8 จังหวัด 4 ภาค44พ.ย. 2561–ก.ค. 2569ไม่พบเชื้อ
44/44 ฉบับ

ข้อมูลจากรายงานผลตรวจจริงของทั้ง 10 โรงพยาบาล

โรงพยาบาลรัฐในจังหวัดอุดรธานีเป็นตัวอย่างที่เห็นความต่อเนื่องชัดที่สุด โดยมีการตรวจ 14 ครั้ง ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2562 ถึงพฤษภาคม 2569 และไม่พบเชื้อทุกครั้ง ขณะที่โรงพยาบาลเอกชนในนครสวรรค์มีผลตรวจ 6 ครั้งตั้งแต่ปี 2562 ถึง 2569 ส่วนข้อมูลจากสมุทรสาครเริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2561 ซึ่งเป็นข้อมูลที่เก่าที่สุดในชุดนี้

จุดนี้ทำให้ผลลัพธ์ของ Case Study มีความหมายมากกว่าการรายงานผลตรวจเพียงครั้งเดียว เพราะแสดงให้เห็นผลตรวจจากระบบที่ใช้งานจริงในโรงพยาบาลหลายประเภท หลายพื้นที่ และในช่วงเวลาหลายปี

เทียบผลตรวจ Cooling Tower กับข้อมูลงานวิจัยในประเทศไทย

เพื่อให้เห็นบริบทของปัญหา สามารถนำผลตรวจจาก Case Study นี้มาวางเทียบกับข้อมูลการสำรวจ เชื้อ Legionella ในหอผึ่งเย็นที่เคยมีการศึกษาในประเทศไทยได้ แต่ข้อมูลเหล่านี้ไม่ใช่การทดลองเปรียบเทียบโดยตรง เนื่องจากมาจากคนละสถานที่ ช่วงเวลา และรูปแบบการดูแลระบบ

แหล่งข้อมูลกลุ่มตัวอย่างผลตรวจ Legionella
ปริยะดา โชควิญญู และคณะ (2557)โรงพยาบาลศูนย์และโรงพยาบาลทั่วไป 9 แห่ง และโรงแรม 4–5 ดาว 8 แห่ง ใน 11 จังหวัดพบเชื้อที่น้ำทางออกจากหอผึ่งเย็น 50.00% และทางเข้า 33.33%
ทิพวรรณ กังแฮ และเกสร บุญรักษ์โยธิน (2547)หอผึ่งเย็นโรงแรมใน 5 จังหวัดภาคใต้พบเชื้อ 47.40%
ข้อมูล Case Study ของ ECONOWATTหอผึ่งเย็นโรงพยาบาล 10 แห่งที่ใช้ระบบโอโซน ปี 2561–2569ไม่พบเชื้อ 44/44 ฉบับ

ข้อมูลจากการศึกษาในประเทศไทยแสดงให้เห็นว่า เชื้อ Legionella ใน Cooling Tower เคยถูกตรวจพบในระดับที่ต้องให้ความสำคัญ โดยปริมาณ 100–6,500 CFU/ml ที่รายงานในงานสำรวจ เมื่อแปลงเป็นหน่วยเดียวกับประกาศกรมอนามัยจะเท่ากับประมาณ 100,000–6,500,000 CFU/L ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ระดับที่ต้องประเมินและปรับวิธีดูแลระบบ ไปจนถึงระดับอันตรายร้ายแรงที่ต้องปิดระบบเพื่อทำความสะอาดและทำลายเชื้อ

นอกจากนี้ งานสำรวจปี 2556 ยังครอบคลุมโรงพยาบาลศูนย์และโรงพยาบาลทั่วไปในประเทศไทย และพบ Legionella ในน้ำจากหอผึ่งเย็นในสัดส่วน 33.33–50.00% ขณะที่ข้อมูลจากโรงพยาบาล 10 แห่งที่ใช้ Ozone Water Treatment ของ ECONOWATT ใน Case Study นี้ ไม่พบเชื้อในตัวอย่างที่ส่งตรวจทั้ง 44 ฉบับตลอดช่วงปี 2561–2569

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าว ไม่ควรนำมาใช้สรุปว่า Ozone Water Treatment มีประสิทธิภาพสูงกว่าวิธีการในงานวิจัยกี่เท่า เนื่องจากข้อมูลแต่ละชุดมาจากคนละสถานที่ ช่วงเวลา และรูปแบบการดูแลระบบ ไม่ใช่การทดลองเปรียบเทียบภายใต้เงื่อนไขเดียวกัน ตารางนี้จึงใช้เพื่อแสดงให้เห็นบริบทของปัญหา Legionella ในประเทศไทย และช่วยให้เห็นความต่อเนื่องของผลตรวจจาก Case Study ของ ECONOWATT เท่านั้น

มาตรฐาน iso 14034 ในระบบ ozone water treatment จาก econowatt

Ozone Water Treatment ของ ECONOWATT ผ่านการทวนสอบ ISO 14034 โดย UL Solutions

นอกเหนือจากผลตรวจภาคสนาม เครื่องผลิตโอโซน ECONOWATT รุ่น OZG3050N ยังผ่าน Environmental Technology Verification (ETV) ตามมาตรฐาน ISO 14034 (2016) โดย UL Solutions รายงานเลขที่ 4791397376 ซึ่งออกเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2567

ผลการทวนสอบครอบคลุมทั้งการควบคุม Legionella การใช้พลังงานของระบบผลิตและผสมโอโซน รวมถึงผลต่อ Condenser Approach และประสิทธิภาพของเครื่องทำน้ำเย็น

หัวข้อที่ทวนสอบเกณฑ์ผลที่วัดได้
Legionella spp. ในน้ำหล่อเย็นลดเชื้อ 100% / ไม่พบเชื้อNot Detected
พลังงานผลิตโอโซน≤ 0.1 kW ต่อโอโซน 1 กรัม0.0704 kW/g
Dynamic Mixing Pump เทียบกับ Venturiประหยัดพลังงานได้ถึง 50%ประหยัด 51.3%
Condenser Approachลดลง ≥ 1.0°Fลดลง 5.8°F จาก 8.26°F เหลือ 2.46°F
ประสิทธิภาพเครื่องทำน้ำเย็นดีขึ้น ≥ 8.7%ดีขึ้น 25.56%

ผลตามรายงานการทวนสอบ ISO 14034 ของ UL Solutions

ข้อมูลสองส่วนจึงทำหน้าที่ต่างกัน ผลการทวนสอบโดย UL Solutions เป็นการตรวจสอบสมรรถนะของเทคโนโลยีภายใต้ขอบเขตที่กำหนด ขณะที่รายงานจาก ALS จำนวน 44 ฉบับเป็นผลตรวจตัวอย่างน้ำจากโรงพยาบาลที่ติดตั้งระบบและใช้งานจริง โดยการทวนสอบของ UL ดำเนินการกับเครื่องรุ่น OZG3050N ส่วนระบบในแต่ละโรงพยาบาลมีการเลือกขนาดและรุ่นให้เหมาะกับหน้างาน

อ่านผลให้ถูกต้อง สิ่งที่ผู้ดูแลอาคารควรรู้

แม้ผลตรวจจากโรงพยาบาลทั้ง 10 แห่งจะไม่พบเชื้อ Legionella ทั้ง 44 ฉบับ แต่การนำข้อมูลไปใช้ควรเข้าใจขอบเขตของผลตรวจ รวมถึงปัจจัยที่มีผลต่อประสิทธิภาพของระบบ ดังนี้

  • ความหมายของ Not Detected: รายงานจากห้องปฏิบัติการระบุว่า ผลไม่พบเชื้อหมายถึงไม่พบโคโลนีของเชื้อบนจานอาหารเลี้ยงเชื้อจากตัวอย่างน้ำที่ส่งตรวจ
  • ผลตรวจสะท้อนตัวอย่าง ณ วันที่เก็บ: ผลแต่ละฉบับใช้กับตัวอย่างน้ำที่ส่งตรวจในครั้งนั้น การตรวจติดตามอย่างต่อเนื่องจึงมีความสำคัญมากกว่าการพิจารณาผลตรวจเพียงครั้งเดียว ซึ่งเป็นเหตุผลที่ Case Study นี้รวบรวมผลตรวจต่อเนื่องเป็นระยะเวลาเกือบ 8 ปี
  • ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับการออกแบบและการดูแลระบบ: ประสิทธิภาพของ Ozone Water Treatment ขึ้นอยู่กับคุณภาพน้ำเติม ขนาดของ Cooling Tower ภาระการทำความเย็น การเลือกขนาดเครื่องผลิตโอโซน และการควบคุมการจ่ายโอโซนให้เหมาะกับแต่ละหน้างาน
  • โอโซนไม่ได้ทดแทนการบำรุงรักษาพื้นฐาน: Cooling Tower ยังคงต้องได้รับการทำความสะอาดตามรอบ ตรวจสภาพแผงดักละอองน้ำ (Drift Eliminator) บังแดดหรือปิดคลุมอ่างน้ำที่ได้รับแสงแดดโดยตรงเพื่อลดการเกิดตะไคร่ รวมถึงเก็บบันทึกและส่งตัวอย่างน้ำตรวจตามแนวทางของกรมอนามัยอย่างต่อเนื่อง

การอ่านผล Case Study จึงควรพิจารณาทั้งความต่อเนื่องของผลตรวจและการดูแลระบบประกอบกัน โดยข้อมูล 44 ฉบับแสดงให้เห็นผลจากการใช้งานจริงในโรงพยาบาลหลายแห่งและหลายช่วงเวลา ภายใต้การออกแบบ การติดตาม และการบำรุงรักษาระบบอย่างต่อเนื่อง

ECONOWATT ดูแลระบบตั้งแต่การออกแบบจนถึงติดตามผล

ผลลัพธ์ใน Case Study นี้ไม่ได้เกิดจากการติดตั้งเครื่องผลิตโอโซนแล้วจบ แต่ ECONOWATT ดูแลตั้งแต่การประเมินระบบเดิม ออกแบบและเลือกขนาดอุปกรณ์ ติดตั้ง ไปจนถึงการติดตามผลหลังใช้งาน

  • ประเมินระบบ: เก็บข้อมูล Cooling Tower เครื่องทำน้ำเย็น สารเคมีที่ใช้อยู่ และค่าใช้จ่ายในการล้างระบบ
  • ออกแบบ: เลือกขนาดเครื่องผลิตโอโซนและระบบผสมให้เหมาะกับปริมาณน้ำและภาระการทำความเย็น
  • ติดตั้ง: ติดตั้งและทดสอบ Ozone Water Treatment ให้สามารถทำงานร่วมกับระบบน้ำหล่อเย็นเดิม
  • ติดตามผล: ตรวจคุณภาพน้ำ ระดับโอโซน สภาพ Cooling Tower และ Condenser Approach รวมถึงประสานการเก็บตัวอย่างน้ำส่งตรวจ Legionella กับห้องปฏิบัติการภายนอก

แนวทางนี้ทำให้โรงพยาบาลไม่ได้มีเพียงอุปกรณ์สำหรับบำบัดน้ำ แต่ยังมีข้อมูลผลตรวจและผลการติดตามระบบที่สามารถนำมาใช้ประกอบการดูแลระบบในระยะยาว

ผลตรวจ 44 ครั้งจาก 10 โรงพยาบาล สะท้อนความต่อเนื่องของการควบคุม Legionella

ข้อมูลจากกรณีศึกษานี้ครอบคลุมโรงพยาบาล 10 แห่งใน 8 จังหวัด และมีรายงานผลตรวจ Legionella spp. รวม 44 ฉบับตลอดระยะเวลาเกือบ 8 ปี โดยไม่พบเชื้อในตัวอย่างทั้ง 44 ฉบับ ผลทั้งหมดตรวจด้วยวิธี ISO 11731 (2017) จากห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรอง ISO/IEC 17025

เมื่อประกอบกับการทวนสอบเทคโนโลยีตาม ISO 14034 โดย UL Solutions ข้อมูลชุดนี้จึงเป็นหลักฐานทั้งจากการใช้งานจริงและการทวนสอบภายใต้ขอบเขตที่กำหนด อย่างไรก็ตาม การควบคุม Legionella ใน Cooling Tower ยังคงต้องอาศัยการออกแบบระบบให้เหมาะกับหน้างาน การบำรุงรักษา และการตรวจติดตามอย่างต่อเนื่อง

สำหรับโรงพยาบาลที่ต้องการประเมินแนวทางควบคุมเชื้อ Legionella หรือลดการพึ่งพาสารเคมีในระบบน้ำหล่อเย็น ECONOWATT สามารถประเมินระบบเดิม ออกแบบ Ozone Water Treatment ให้เหมาะกับหน้างาน พร้อมติดตามคุณภาพน้ำและผลการทำงานของระบบหลังการติดตั้ง

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

อ้างอิงข้อมูลบางส่วนจาก:

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Legionella ใน Cooling Tower (FAQ)

Q: เชื้อ Legionella แพร่กระจายได้อย่างไรในโรงพยาบาล?

A: เชื้อ Legionella สามารถแพร่กระจายผ่านละอองน้ำขนาดเล็กที่มีเชื้อปนเปื้อน เมื่อสูดดมละอองน้ำเข้าสู่ร่างกายอาจทำให้เกิดการติดเชื้อ โดย Cooling Tower เป็นหนึ่งในแหล่งที่ต้องเฝ้าระวัง โดยเฉพาะในโรงพยาบาลที่มีผู้สูงอายุ ผู้มีภูมิคุ้มกันต่ำ และผู้ป่วยโรคเรื้อรังซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงอยู่ภายในอาคาร

Q: ระบบโอโซนปลอดภัยสำหรับการใช้งานในโรงพยาบาลหรือไม่?

A: Ozone Water Treatment สามารถนำมาใช้กับระบบน้ำหล่อเย็นของโรงพยาบาลได้ โดยต้องออกแบบขนาดเครื่องผลิตโอโซนและควบคุมการจ่ายโอโซนให้เหมาะกับหน้างาน หลังทำปฏิกิริยา Oxidation กับจุลินทรีย์และสารอินทรีย์ โอโซนจะสลายตัวกลับเป็นออกซิเจน จึงไม่เหลือสารเคมีจากการบำบัดตกค้างในระบบ

Q: Ozone Water Treatment ต้องดูแลและบำรุงรักษาอย่างไร?

A: นอกจากการตรวจสอบการทำงานของระบบผลิตและจ่ายโอโซนแล้ว Cooling Tower ยังคงต้องได้รับการบำรุงรักษาพื้นฐานตามรอบ เช่น ทำความสะอาดหอผึ่งเย็น ตรวจสภาพ Drift Eliminator ดูแลอ่างน้ำ และเก็บตัวอย่างน้ำส่งตรวจ Legionella อย่างต่อเนื่อง เพราะระบบโอโซนไม่ได้เข้ามาทดแทนการบำรุงรักษาพื้นฐานของ Cooling Tower

Q: ระบบโอโซนสามารถใช้ร่วมกับระบบบำบัดน้ำเดิมได้หรือไม่?

A: สามารถออกแบบ Ozone Water Treatment ให้ทำงานร่วมกับระบบน้ำหล่อเย็นเดิมได้ โดย ECONOWATT จะประเมินระบบ Cooling Tower และเครื่องทำน้ำเย็น รวมถึงสารเคมีที่ใช้อยู่ ก่อนเลือกขนาดเครื่องผลิตโอโซนและรูปแบบการผสมให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำและภาระการทำความเย็นจริง

Q: ผลตรวจ Not Detected 44 ครั้ง หมายความว่าไม่พบ Legionella ในระบบตลอดเวลาหรือไม่?

A: ผล Not Detected หมายถึงไม่พบโคโลนีของ Legionella จากตัวอย่างน้ำที่ส่งตรวจในครั้งนั้น โดยผลแต่ละฉบับสะท้อนตัวอย่าง ณ วันที่เก็บ จึงยังควรตรวจติดตามอย่างต่อเนื่อง จุดเด่นของ Case Study นี้คือมีข้อมูลต่อเนื่องรวม 44 ฉบับจากโรงพยาบาล 10 แห่งตลอดช่วงเวลาเกือบ 8 ปี และผลทั้งหมดไม่พบเชื้อ