มาตรฐานน้ำทิ้งปั๊มน้ำมันฉบับใหม่ มีผลบังคับใช้เมื่อไหร่?

มาตรฐานน้ำทิ้งฉบับใหม่จากประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดมาตรฐานควบคุมการระบายน้ำทิ้งจากสถานีบริการน้ำมัน พ.ศ. 2568 ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2568 และกำหนดให้มีผลบังคับใช้เมื่อพ้น 360 วันนับถัดจากวันประกาศ

ดังนั้น มาตรฐานน้ำทิ้งฉบับใหม่จึงเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 6 กันยายน 2569 เป็นต้นไป และยกเลิกมาตรฐานฉบับเดิมที่ใช้มาตั้งแต่ พ.ศ. 2549

ระบบบำบัดน้ำเสียปั๊มน้ำมัน

มาตรฐานน้ำทิ้งปี 2569 เปลี่ยนจากเดิมอย่างไร?

การเปลี่ยนแปลงไม่ได้มีเพียงการลดค่ามาตรฐานบางรายการเท่านั้น แต่ยังเพิ่มพารามิเตอร์ใหม่และกำหนดรูปแบบการจัดการน้ำเสียให้สอดคล้องกับลักษณะของสถานีบริการน้ำมันในปัจจุบันมากขึ้น โดยมีประเด็นสำคัญต่อไปนี้

  • เพิ่มพารามิเตอร์ควบคุม: จากมาตรฐานเดิมที่กำหนด pH, COD, TSS และน้ำมันและไขมัน มีการเพิ่ม BOD, TDS, Sulfide, TKN และ TPH เข้ามา โดยพารามิเตอร์และค่าควบคุมที่ใช้จะแตกต่างกันตามกลุ่มสถานีและประเภทน้ำเสีย
  • ปรับค่า COD เข้มงวดขึ้น: จากไม่เกิน 200 มก./ล. เหลือไม่เกิน 140 มก./ล. สำหรับกลุ่มและสายน้ำเสียที่กำหนด
  • ปรับค่า TSS บางส่วน: สายบริการอื่น ๆ ของสถานีบริการกลุ่มที่ 2 กำหนดไว้ไม่เกิน 50 มก./ล.
  • เพิ่มการควบคุม TPH: ปิโตรเลียมไฮโดรคาร์บอนทั้งหมดต้องไม่เกิน 5.0 มก./ล. สำหรับกลุ่มที่ 1 และสายจำหน่ายน้ำมันของกลุ่มที่ 2
  • กำหนดให้แยกระบบบำบัด: สถานีบริการน้ำมันกลุ่มที่ 2 ต้องแยกน้ำเสียจากสายจำหน่ายน้ำมันและสายบริการอื่น ๆ ออกจากกัน

การมีผลตรวจตามมาตรฐานเดิมจึงยังไม่เพียงพอที่จะยืนยันได้ทันทีว่า ระบบบำบัดน้ำเสียปั๊มน้ำมันเดิมจะรองรับมาตรฐานฉบับใหม่ได้

สถานีบริการน้ำมันแบบไหนต้องแยกระบบบำบัดน้ำเสีย?

มาตรฐานใหม่แบ่งสถานีบริการน้ำมันออกเป็น 2 กลุ่ม โดยกลุ่มที่ 1 คือสถานีบริการน้ำมัน รวมถึงสถานีที่มีบริการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องหรือซ่อมบำรุง ส่วนกลุ่มที่ 2 คือสถานีในลักษณะดังกล่าวที่มีบริการอื่น ๆ ซึ่งก่อให้เกิดน้ำเสียอยู่ภายในพื้นที่ด้วย

ตัวอย่างเช่น สถานีบริการน้ำมันที่มีร้านอาหาร ร้านกาแฟ ร้านสะดวกซื้อ หรือกิจกรรมบริการอื่นภายในพื้นที่ ซึ่งมีการก่อให้เกิดน้ำเสียเพิ่มเติมและอาจเข้าข่ายสถานีบริการน้ำมันกลุ่มที่ 2 จึงต้องพิจารณาแหล่งกำเนิดน้ำเสียและข้อกำหนดของแต่ละสายให้ชัดเจน ดังนี้

  1. น้ำเสียจากการจำหน่ายน้ำมัน เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง หรือซ่อมบำรุง
  2. น้ำเสียจากการให้บริการอื่น ๆ ที่ก่อให้เกิดน้ำเสีย

แต่ละสายมีพารามิเตอร์ควบคุมแตกต่างกัน การตรวจสอบว่าปั๊มอยู่ในกลุ่มใดและน้ำเสียมาจากกิจกรรมประเภทไหนจึงเป็นขั้นตอนสำคัญก่อนประเมินหรือปรับปรุงระบบเดิม

อ่านบทความที่น่าสนใจ: 10 ประเภทอุตสาหกรรมที่จำเป็นต้องมีระบบบำบัดน้ำเสีย

ระบบบำบัดน้ำเสียปั๊มน้ำมัน mbdaf และ ozone water recycle

กรณีศึกษาระบบ MBDAF + Ozone Water Recycle กับสถานีบริการน้ำมัน

กรณีศึกษานี้มาจากสถานีบริการน้ำมันแห่งหนึ่งในอำเภอท่องเที่ยวของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่ง ECONOWATTติดตั้งระบบ MBDAF ร่วมกับ Ozone Water Recycle System ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2557 เพื่อบำบัดน้ำเสียจากสาย “การให้บริการอื่น ๆ ที่ก่อให้เกิดน้ำเสีย”

โดยจุดที่น่าสนใจคือระบบดังกล่าวเริ่มใช้งานก่อนที่จะมีมาตรฐานฉบับใหม่มากกว่า 10 ปี และมีการเก็บตัวอย่างน้ำก่อนเข้าระบบและหลังผ่านการบำบัดเพื่อวิเคราะห์คุณภาพน้ำระหว่างการบำรุงรักษาเชิงป้องกัน ทำให้มีข้อมูลย้อนหลังต่อเนื่องตั้งแต่ พ.ศ. 2560–2568

ผลตรวจคุณภาพน้ำย้อนหลัง 9 ปีเป็นอย่างไร?

เมื่อนำผลตรวจน้ำหลังบำบัดตลอด 9 ปีมาเปรียบเทียบกับมาตรฐานน้ำทิ้ง ฉบับใหม่สำหรับสายบริการอื่น ๆ พบว่า ผลตรวจผ่านเกณฑ์ใหม่ทุกปีในพารามิเตอร์ที่มีข้อมูลย้อนหลัง ได้แก่ pH, BOD, TSS และน้ำมันกับไขมัน

พารามิเตอร์ผลตรวจย้อนหลังเกณฑ์ใหม่
pH6.3–8.25.5–9.0
BODเฉลี่ย 9.5 มก./ล.≤ 40 มก./ล.
TSSเฉลี่ย 21.7 มก./ล.≤ 50 มก./ล.
น้ำมันและไขมัน≤ 3 มก./ล.≤ 15 มก./ล.

โดย BOD เฉลี่ยอยู่ที่ 9.5 มก./ล. ต่ำกว่าเกณฑ์ใหม่ประมาณ 76% และค่าสูงสุดที่ตรวจพบตลอดช่วง 9 ปีอยู่ที่ 20 มก./ล. ขณะที่ TSS เฉลี่ยอยู่ที่ 21.7 มก./ล. ต่ำกว่าเกณฑ์ 50 มก./ล. ประมาณ 57%

ส่วนปริมาณน้ำมันและไขมันตรวจพบไม่เกิน 3 มก./ล. ในทุกรอบ หรืออย่างน้อย 80% ต่ำกว่าเกณฑ์ 15 มก./ล. ขณะที่ค่า pH อยู่ระหว่าง 6.3–8.2 ตลอดช่วงการเก็บข้อมูล

หมายเหตุ: ข้อมูลผลตรวจคุณภาพน้ำอ้างอิงจากรายงานผลวิเคราะห์ตัวอย่างน้ำและข้อมูลการบำรุงรักษาของโครงการ ECONOWATT ระหว่าง พ.ศ. 2560–2568

ระบบ MBDAF รับมือกับน้ำเสียที่มีภาระสูงได้อย่างไร?

นอกเหนือจากคุณภาพน้ำขาออก อีกสิ่งที่ต้องพิจารณาคือความสามารถของระบบเมื่อคุณภาพน้ำขาเข้ามีความผันผวน เพราะสถานีบริการน้ำมัน โดยเฉพาะพื้นที่ท่องเที่ยว อาจมีปริมาณผู้ใช้บริการและภาระน้ำเสียแตกต่างกันในแต่ละช่วงเวลา

ข้อมูลจากกรณีศึกษาพบหลายช่วงที่น้ำก่อนเข้าระบบมี TSS สูง แต่ระบบ MBDAF ยังสามารถลดปริมาณของแข็งแขวนลอยลงได้ตามรายละเอียดในตารางด้านล่างนี้

รอบตรวจน้ำก่อนบำบัดน้ำหลังบำบัดประสิทธิภาพการกำจัด
ส.ค. 2562TSS 304 มก./ล.30 มก./ล.90%
เม.ย. 2563TSS 112 มก./ล.5 มก./ล.96%
เม.ย. 2564TSS 136 มก./ล.39 มก./ล.71%
ม.ค. 2568TSS 77 มก./ล.13 มก./ล.83%

นอกจากนี้ ในเดือนธันวาคม 2566 ยังพบ BOD ขาเข้าที่ 38.4 มก./ล. และหลังบำบัดเหลือ 4.5 มก./ล. คิดเป็นการกำจัดประมาณ 88% โดยตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือเดือนสิงหาคม 2562 ซึ่ง TSS ก่อนบำบัดสูงถึง 304 มก./ล. แต่หลังผ่านระบบเหลือ 30 มก./ล. ต่ำกว่าเกณฑ์ใหม่สำหรับสายบริการอื่น ๆ ที่กำหนดไว้ไม่เกิน 50 มก./ล.

ข้อมูลลักษณะนี้จึงช่วยสะท้อนความสามารถของระบบในการรับมือกับความผันผวนของน้ำเสีย มากกว่าการพิจารณาผลตรวจจากวันที่น้ำขาเข้ามีภาระต่ำเพียงอย่างเดียว

ระบบรีไซเคิลน้ำ

ระบบรีไซเคิลน้ำมีบทบาทอย่างไรกับการจัดการน้ำเสีย?

นอกจากการบำบัดคุณภาพน้ำแล้ว การนำระบบรีไซเคิลน้ำเข้ามาใช้ยังเป็นอีกแนวทางสำหรับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำภายในสถานี โดยระบบ Ozone Water Recycle สามารถเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการนำน้ำที่ผ่านการบำบัดกลับไปใช้ประโยชน์อีกครั้งตามความเหมาะสมของระบบและการใช้งาน

อย่างไรก็ตาม ในประเด็นด้านกฎหมาย ประกาศฉบับใหม่ให้นิยาม “น้ำทิ้ง” โดยเชื่อมโยงกับน้ำที่ระบายหรือจะระบายลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะหรือออกสู่สิ่งแวดล้อม จึงควรพิจารณาเป็นรายกรณีว่า น้ำที่ผ่านระบบและนำกลับมาใช้ภายในโดยไม่มีการระบายออกสู่สิ่งแวดล้อม อยู่ภายใต้ข้อกำหนดใดของกฎหมายและต้องมีการควบคุมหรือตรวจวัดในรูปแบบใด

ผลตรวจ 9 ปี หมายความว่าผ่านมาตรฐานใหม่ครบทุกค่าหรือไม่?

สำหรับผลตรวจ 9 ปีนั้นยังไม่สามารถสรุปว่าผ่านครบทุกพารามิเตอร์ได้ เพราะสำหรับสายบริการอื่น ๆ มาตรฐานใหม่กำหนดพารามิเตอร์ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด 7 ตัว ขณะที่ผลตรวจย้อนหลังของกรณีศึกษาครอบคลุม 4 ตัว ได้แก่ pH, BOD, TSS และน้ำมันกับไขมัน ส่วนอีก 3 พารามิเตอร์ คือ

  • ของแข็งละลายน้ำทั้งหมด (TDS)
  • ซัลไฟด์ (Sulfide)
  • ทีเคเอ็น (TKN)

พารามิเตอร์เหล่านี้เพิ่งถูกเพิ่มเข้ามาในมาตรฐานฉบับ พ.ศ. 2568 จึงไม่ได้อยู่ในชุดตรวจประจำของโครงการในช่วงที่ผ่านมา

ดังนั้น สิ่งที่ข้อมูลชุดนี้ยืนยันได้คือ ตลอด 9 ปี ผลตรวจผ่านมาตรฐานใหม่ทุกพารามิเตอร์ที่มีข้อมูลตรวจ ไม่ใช่การยืนยันว่าระบบผ่านครบทั้ง 7 พารามิเตอร์ และควรเพิ่ม TDS, Sulfide และ TKN เข้าไปในการตรวจครั้งถัดไปเพื่อประเมินสถานะของระบบให้ครบถ้วน

อ่านบทความที่น่าสนใจ:กรณีศึกษา: ระบบน้ำหล่อเย็นกับเทคโนโลยี Ozone Water Treatment

ก่อนมาตรฐานน้ำทิ้งใหม่บังคับใช้ ผู้ประกอบการควรตรวจสอบอะไรบ้าง?

ก่อนวันที่ 6 กันยายน 2569 ผู้ประกอบการไม่ควรรอให้มาตรฐานมีผลแล้วจึงเริ่มตรวจสอบระบบบำบัดน้ำเสียปั๊มน้ำมัน แต่ควรประเมินระบบเดิมและผลตรวจคุณภาพน้ำล่วงหน้า โดยเฉพาะ 4 ประเด็นต่อไปนี้

  1. ตรวจสอบว่าสถานีอยู่กลุ่มใด: หากมีบริการอื่นที่ก่อให้เกิดน้ำเสีย ต้องพิจารณาข้อกำหนดสำหรับสถานีบริการกลุ่มที่ 2 และการแยกสายบำบัด
  2. ตรวจพารามิเตอร์ให้ครอบคลุมมาตรฐานใหม่: ผลตรวจแบบเดิมที่มีเพียง 4 พารามิเตอร์ไม่เพียงพอสำหรับการประเมินข้อกำหนดใหม่ทั้งหมด
  3. ตรวจค่าที่มีการปรับให้เข้มงวดขึ้น: โดยเฉพาะ COD และ TSS ในสายที่เกี่ยวข้อง เพราะระบบที่เคยมีค่าผ่านใกล้ขีดจำกัดเดิมอาจมีความเสี่ยงเมื่อใช้เกณฑ์ใหม่
  4. พิจารณาผลตรวจย้อนหลังมากกว่าผลครั้งเดียว: ข้อมูลหลายช่วงเวลาช่วยให้เห็นว่าระบบสามารถรับมือกับความผันผวนและภาระน้ำเสียที่เปลี่ยนแปลงได้เพียงใด

การเตรียมความพร้อมล่วงหน้าจะช่วยให้ผู้ประกอบการเห็นจุดที่ต้องปรับปรุงได้ชัดเจน ลดความเสี่ยงเมื่อมาตรฐานใหม่มีผลบังคับใช้ และวางแผนพัฒนาระบบบำบัดน้ำเสียได้อย่างเหมาะสม

มาตรฐานน้ำทิ้งใหม่ เรื่องสำคัญที่ผู้ประกอบการจำเป็นต้องรู้

การรับมือกับมาตรฐานน้ำทิ้งฉบับใหม่ไม่ใช่เพียงการตรวจว่าค่าน้ำทิ้งผ่านเกณฑ์หรือไม่ แต่ผู้ประกอบการควรกลับมาประเมินตั้งแต่แหล่งกำเนิดน้ำเสีย รูปแบบระบบบำบัด ไปจนถึงพารามิเตอร์ที่ต้องตรวจเพิ่มเติม เพื่อให้ทราบว่าระบบเดิมยังเหมาะสมหรือจำเป็นต้องปรับปรุงส่วนใดก่อนข้อกำหนดใหม่มีผลบังคับใช้

กรณีศึกษาระบบ MBDAF ร่วมกับ Ozone Water Recycle System ที่ติดตั้งมาตั้งแต่ พ.ศ. 2557 แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการออกแบบระบบให้เหมาะกับลักษณะน้ำเสีย ควบคู่กับการบำรุงรักษาและติดตามคุณภาพน้ำอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลย้อนหลัง พ.ศ. 2560–2568 พบว่าพารามิเตอร์ที่มีการตรวจวัดยังอยู่ภายในเกณฑ์ของมาตรฐานใหม่ แม้ในบางช่วงน้ำขาเข้าจะมีภาระสูง

สำหรับสถานีบริการน้ำมันที่ต้องการเตรียมความพร้อม ECONOWATT ให้บริการประเมิน ออกแบบ ติดตั้ง และปรับปรุงระบบบำบัดน้ำเสีย รวมถึงระบบนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ โดยพิจารณาจากคุณภาพน้ำ ปริมาณน้ำเสีย และลักษณะการใช้งานของแต่ละโครงการ เพื่อวางระบบให้เหมาะกับการใช้งานจริงและรองรับข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบ

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

อ้างอิงข้อมูลจาก: epo06.pcd.go.th

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับมาตรฐานน้ำทิ้งปั๊มน้ำมัน (FAQs)

Q: มาตรฐานน้ำทิ้งปั๊มน้ำมันฉบับใหม่เริ่มใช้เมื่อไหร่?

A: มาตรฐานน้ำทิ้งฉบับใหม่ เริ่มมีผลบังคับใช้วันที่ 6 กันยายน 2569 ผู้ประกอบการจึงควรตรวจสอบและประเมินระบบบำบัดน้ำเสียเดิมก่อนถึงกำหนด

Q: มาตรฐานน้ำทิ้งปั๊มน้ำมันใหม่ต้องตรวจอะไรเพิ่ม?

A: มาตรฐานใหม่เพิ่มการควบคุม BOD, TDS, Sulfide, TKN และ TPH จากมาตรฐานเดิมที่ควบคุม pH, COD, TSS และน้ำมันและไขมัน โดยพารามิเตอร์ที่ใช้ขึ้นอยู่กับกลุ่มสถานีและประเภทน้ำเสีย

Q: ปั๊มน้ำมันทุกแห่งต้องแยกระบบบำบัดน้ำเสียหรือไม่?

A: ไม่ใช่ทุกแห่ง การแยกสายบำบัดเกี่ยวข้องกับสถานีบริการน้ำมันกลุ่มที่ 2 ซึ่งมีบริการอื่นที่ก่อให้เกิดน้ำเสีย โดยต้องพิจารณาประเภทกิจกรรมและแหล่งกำเนิดน้ำเสียของสถานีนั้น

Q: ระบบบำบัดน้ำเสียเดิมที่ผ่านมาตรฐานเก่ายังใช้ต่อได้หรือไม่?

A: สามารถใช้ต่อได้หากระบบยังสามารถบำบัดน้ำเสียให้เป็นไปตามข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง แต่ควร ตรวจพารามิเตอร์ตามมาตรฐานใหม่ให้ครบ ก่อนสรุปว่าระบบเดิมรองรับเกณฑ์ใหม่ได้